ดิฉันใช้เวลาในการเดินทางจากกรุงเทพฯไปนครกวางเจาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งจากนั้นต่อเครื่องเที่ยวบิน ภายใน ไป
เมืองอูรูมูฉี เมืองเอกของมณฑลซินเกียงใช้เวลาต่ออีก 5 ชั่วโมงถึงเมืองอูรูมูฉี วันแรกใชัเวลาเดินทางทั้งวัน เข้าที่พัก พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ค่ะ เหนื่อยมากกับการเดินทาง
เช้าวันใหม่สำหรับทริปนี้ ออกเดินทางประมาณเวลา 9 โมงเช้ามุ่งหน้าสู่เมือง
เคอลามาอี้ ระหว่างทางแวะ
ทะเลสาบไซลิมูหู หรือ
ไข่มุกมรกตแห่งซินเจียง วิวทิวทัศน์ทะเลสาบสีครามที่ตัดกับภูเขาน้ำแข็งการ์เซียที่ตั้งตระหง่านที่งดงามเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดห้วงเวลาที่ผ่านโค้งสุดท้ายเพื่อเข้าสู่ทะเลสาบเป็นโค้งสุดท้ายที่สวยงามมากเลย จนเปรียบดั่งกับสมญานามที่ได้รับว่า ดินแดนที่ไปแล้วจะลืมคิดถึงบ้าน พร้อมถ่ายภาพความประทับใจคู่กับธรรมชาติริมทะเลสาบไว้เป็นที่ระลึก ชม ฝูงแกะ ฝูงม้า และมีบ้านที่เป็นแบบกระโจมของชาวมองโกเลียพักอาศัยอยู่แล้วเดินทางต่อไปยังเมือง เค่อลามาอี้ ระหว่างทางมีจุดแวะพักหลายจุดเดินทางไม่รีบร้อน
เดินทางอีก 350 กิโลเมตร เดินทางไป
เมืองปู้เอ่อจิน ผ่าน
เมืองผีอู่เอ้อเฮ้อ หรือเรียกว่า
แพะเมืองผีเป็นดินที่เกิดจากการกัดเซาะของกระแสทำให้เกิดเป็นรูปร่างต่างๆเปรียบเสมือนดินแดนพิศวงในนิยาย เชื่อกันว่าเดิมสถานที่แห่งนี้เคยเป็นทะเลสาบที่มีน้ำใสสะอาดเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ต่อมาเกิดได้เกิดการพลิกตัวของเปลือกโลกเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการพลิกตัวของท้องน้ำเหนือทะเลสาบกลายเป็นทะเลทรายจึงทำให้เป็นหินรูปร่างแปลกตาที่เกิด จากการกัดเซาะของกระแสลมแรง จากนั้นดิฉันก็เดินทางต่อไปชมสิ่งมหัศจรรย์
ธารน้ำห้าสี ที่เกิดจากการทับถมของหิน ดิน นับพันปีมีชั้นหินทรายเรียงสลับซับซ้อนกันจากสภาพอากาศที่แปรปวน และกระแสลมเปลี่ยนแปลงกลายเป็นหินที่มีความสวยงามยามสะท้อนกับพระอาทิตย์ยามเย็นเห็นเป็นสีแดง ส้ม เหลือง เทา และน้ำตาล ดูสวยงามแปลกตาตัดกับทุ่งหญ้าสีเขียว ชม แกรนแคนยอน ที่เกิดจากการกัดเซาของสายน้ำและสายลมทำให้เกิดเป็นรูปทรงต่างๆเปรียบเสมือนอาณาจักรหินสีทองที่มีความยิ่งใหญ่ควรค่าเดินทางต่อไปสู่
เมืองปู้เอ่อจิ่ง เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องของปลาน้ำเย็นซึ่งเป็นปลาที่มีเนื้อนุ่มและมีกลิ่นหอมที่สามารถหาได้จากสถานที่ที่มีน้ำเย็นที่ไหลจากเทือกเขาที่น้ำแข็งละลายและไหลจากเทือกเขาน้ำแข็งลงมาสู่แม่น้ำ
วันรุ่งขึ้นกับการเดินทางอีก 180 กิโลเมตร ดิฉันออกเดินทางสู่
หุบเหวเจียเติง 2 ข้างทางที่เป็นทะเลสาบที่มีความกว้างใหญ่ไพศาลและชมทั้งแพะและแกะที่ยืนอยู่ตามภูเขาที่มีความสูงชัน หมู่บ้านเหอมูชุน ที่อยู่ด้านบนของอุทยานฯเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่มีความงดงาม ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่มีนักถ่ายภาพและนักวาดรูปจากทั่วโลกให้ความสนใจและหลงใหลในมนต์เสน่ห์มากที่สุดในประเทศจีน
เดินทางถึง
ทะเลสาบคานาสือ อุทยานแห่งชาติคานาสือ
หุบเหวเจียเติง เพื่อเดินทางเข้าสู่ ทะเลสาบคานาสือ ณ ใจกลางอุทยานฯ ได้รับการยกย่องว่าเป็นแผ่นดินที่บริสุทธิ์ชิ้นสุดท้ายของมวลมนุษย์ปราศจากมลภาวะ สวยงามที่สุดที่หลงเหลืออยู่ในโลกนี้ยิ่งกว่าจิ่วจ้ายโกวหลายเท่า ล่องเรือทะเลสาบคานาสือ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ล้อมรอบด้วยภูเขาที่ประดับด้วยใบไม้ที่ผลัดเปลี่ยนสีตามฤดูกาลเป็นทะเลสาบที่ขนานนามว่า
“ทะเลสาบแห่งเทพนิยาย” ได้สัมผัสกับกลิ่นอายความบริสุทธิ์ของธรรมชาติรอบกายโอบล้อมด้วยภูเขาทั้งซ้ายและขวาที่เขียวขจีแซมด้วยการผลัดเปลี่ยนสีของใบไม้ในช่วงหน้าหนาวของทะเลสาบคานาสือแห่งนี้ สวยงามเกินกว่าคำบรรยาย มากกว่าจิ่วจ้ายโกว แล้วขึ้นสู่จุดชมวิว
กวนหวี่ถิง ตื่นตาตื่นใจกับทัศนียภาพของทะเลสาบกลางหุบเขา ถ้าโชคดีจะได้เห็นสัตว์ประหลาดหรือปลาแดงขนาดใหญ่ (หงหวี) ที่มีความยาวประมาณ 8 – 12 เมตร ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของทะเลสาบแห่งนี้เลยทีเดียว เดินทางต่อผ่าน
แม่น้ำเคอเอ๋อฉี่ซื่อเห่อเป็นแม่น้ำแห่งเดียวที่ไหลสู่ทะเลขั้วโลกเหนือเดินทางชม
เย้เลี่ยงวาน หรือ
ทะเลสาบวงพระจันทร์ ที่มีตำนานเล่าขานว่าเป็นทะเลสาบที่มีรอยเท้าของเจงกิสข่านเป็นรอยเท้า ทะเลสาบแห่งนี้แบ่งเป็นสองสีในเวลาเดียวกันจากนั้นเดินทางต่อเพื่อชมความงามแห่งทะเลสาบเทวดาเป็นทะสาบที่มีจุดเด่นอยู่ที่ความใสของน้ำและภูเขาที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหลังทะเลสาบแห่งนี้ และชมทะเลสาบมังกรหลับ ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้จะมีเกาะอยู่ตรงกลางของทะเลสาบดูคล้ายกับสันหลังของมังกรที่หลับเพื่อรอวันตื่นทำให้ชาวบ้านขนานนามว่า ทะเลสาบมังกรหลับ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลและภาพสวยๆๆสวย
http://www.choktaweetour.org
http://dragowen.multiply.com